วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ระวัง! 5 นิสัยสุดแย่ของน้องหมา ที่เกิดขึ้นได้ถ้าถูกสปอยล์

Dogilike.com :: ระวัง! 5 นิสัยสุดแย่ของน้องหมา ที่เกิดขึ้นได้ถ้าถูกสปอยล์
 
 
      ผู้เลี้ยงสมัยนี้ เลี้ยงน้องหมาเป็นแก้วตาดวงใจ รักมากกว่าแฟนข้างกายเสียอีก ไม่ว่าจะซื้อขนมให้กิน กินอาหารราคาแพงหรูหรา วัตถุดิบนำเข้า เดินทางพาไปเที่ยว ใส่รองเท้าให้ พาไปสปา นอนบนเตียงโซฟาเป็นราชาราชินี ซึ่งแน่นอนค่ะว่าสิ่งที่พวกเราทำให้เขาล้วนมาจาก "ความรัก" ที่มีให้แก่พวกเขา

     .....แต่ถึงการเลี้ยงน้องหมาแบบสปอยล์นั้น จะไม่ส่งผลอะไรต่อจิตใจเจ้าของ แต่สำหรับน้องหมาแล้ว ส่งผลกระทบต่อพวกเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน ซึ่งจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของน้องหมาสุดไฮโซจากที่น่าจะมีสุขเสมอต้นเสมอปลาย ก็อาจกลายเป็นสุขขึ้นๆ ลงๆ 



 

1. รู้สึกไม่มั่นคง สับสนกับสัญชาตญาณเดิม

 
 
Dogilike.com :: ระวัง! 5 นิสัยสุดแย่ของน้องหมา ที่เกิดขึ้นได้ถ้าถูกสปอยล์

 
     สัญชาตญาณดั้งเดิมของน้องหมาไม่ว่าจะการได้ยิน การดมกลิ่น การหวงอาณาเขต การคลุกของเหม็น แสดงอำนาจเหนือเพื่อให้ได้การยอมรับ เคารพต่อจ่าฝูงและกฏระเบียบของฝูงอย่างเคร่งครัด มีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดสูง แต่เมื่อนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงถูกแยกออกจากฝูงตั้งแต่ยังเด็ก ไม่ทันจะได้เรียนรู้สังคมของธรรมชาติน้องหมา และต้องอยู่ลำพังมากกว่าอยู่กับฝูง....จึงทำให้สัญชาตญาณฝูงของพวกเขาไม่มั่นคง แกว่งเขวไม่มีที่ยึดเหนี่ยว ไม่สามารถยืนได้ด้วยขาของตัวเอง เอาตัวรอดยากมากขึ้น 
 
     การเลี้ยงพวกเขาอย่างตามใจ เอาใจเกินพอดีถึงขนาดหมดความเป็นธรรมชาติของความเป็นน้องหมา ทำให้พวกเขาหลงลืมสัญชาติของตัวเอง พึ่งพิงตัวผู้เลี้ยงเป็นหลัก ทำให้จิตใจของพวกเขาไม่มั่นคง ไม่สามารถยืนได้ด้วยขาของตัวเอง เอาตัวรอดยากมากขึ้น ยิ่งถ้าผู้เลี้ยงไม่มีความสุขุมมั่นคง ตามใจน้องหมาเหมือนเด็ก สภาวะอารมณ์ของพวกเขาจะกระวนกระวาย เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง สะสมให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าวได้ในเวลาต่อมา  
 
 

2. ไม่รู้ลำดับของตัวเองในครอบครัว

 
 
Dogilike.com :: ระวัง! 5 นิสัยสุดแย่ของน้องหมา ที่เกิดขึ้นได้ถ้าถูกสปอยล์

 
     น้องหมาที่ถูกเลี้ยงแบบสปอยด์ ความต้องการที่มากขึ้นของเขาทำให้พวกเขารู้สึกขาด เมื่อไม่ได้รับการใส่ใจ การตอบสนองตามความต้องการ พวกเขาจะรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่า เป็นเจ้าของทุกคนและทุกสิ่งในครอบครัว ไม่รู้จักตำแหน่งของตัวเอง
 
     ปกติแล้วน้องหมาจะมีสัญชาตญาณหรือเซ็นส์พอจะรู้ว่าใครคือจ่าฝูง หรือหัวหน้าครอบครัวครัวจากพลังงาน พวกเขาจะละทิ้งคนอื่นๆ ที่ไม่มีอำนาจพอให้อยู่ใต้อาณัติของพวกเขาโดยการไม่เชื่อฟัง เล่นแรง เรียกร้องความสนใจ แล้วจะอยู่เคียงข้างอย่างสงบเสงี่ยมกับคนที่เป็นจ่าฝูง เพราะพวกเขาชอบที่จะอยู่ในกฏระเบียบที่ชัดเจน มีวินัย รู้ว่าตัวเองต้องมีหน้าที่อะไร ตำแหน่งอะไรแน่ชัดเพื่อรู้สึกมั่นคง แต่เมื่อใดก็ตามที่จ่าฝูงของพวกเขาเริ่มผ่อนปรนหรืออ่อนกำลังลง ตามอกตามใจ พวกเขาก็พร้อมจะ แย่งชิงความเป็นจ่าฝูงของพวกเขาก็พร้อมเสมอกับการขึ้นแท่นไปเป็นจ่าฝูงคนใหม่ในทันที
 
     

3. กลัวการถูกทิ้ง ติดเจ้าของ

 
 
Dogilike.com :: ระวัง! 5 นิสัยสุดแย่ของน้องหมา ที่เกิดขึ้นได้ถ้าถูกสปอยล์


      ธรรมชาติของน้องหมาพวกเขาจะยึดฝูงเป็นหลัก เจ้าของเปรียบเสมือนจ่าฝูงของพวกเขา เป็นเสาหลักทางจิตใจ ดังนั้น ถ้าผู้เลี้ยงไม่สามารถสร้างความรู้สึกมั่นคงให้แก่พวกเขาได้ ตามใจพวกเขามากจนพวกเขาเกิดความสับสนระหว่าง "สิ่งที่ถูกต้อง" กับ "สิ่งที่อยากทำ"

     ซึ่งถ้าหากมองอีกมุมจะพบว่า เจ้าของน้องหมาต่างหากที่ต้องการเกาะติดน้องหมา จนนำไปสู่การสร้างขนบแบบผิดๆ ให้แก่การดำเนินชีวิตของพวกเขา อย่าง เวลาต้องทิ้งน้องหมาอยู่ลำพังก็จะร่ำลา “ไปก่อนนะลูก” “เดี๋ยวกลับมานะลูก”  ทั้งจุ๊บทั้งหอม เป็นการแสดงความพลังของความเป็นห่วงกังวลให้น้องหมารับรู้ กระตุ้นให้พวกเขารู้เกิดความไม่มั่นคงทางอารมณ์ วิตกกังวล หดหู่ง่าย เมื่อถูกทิ้งอยู่ตัวเดียว จึงปลอดปล่อยความกลัว และเรียกร้องความสนใจจากผู้เลี้ยง ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวนี้สามารถพัฒนาไปเป็นพฤติกรรมก้าวร้าวที่ยากจะหยุดยั้งได้ค่ะ 
 
 

4. มั่นใจในตัวเองสูง หวงตัว 

 
 
Dogilike.com :: ระวัง! 5 นิสัยสุดแย่ของน้องหมา ที่เกิดขึ้นได้ถ้าถูกสปอยล์

 
     น้องหมาที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง หรือหวงตัวส่วนใหญ่เกิดมาจากลักษณะนิสัยตามสายพันธุ์ อย่าง พิทบูล ปอมเมอเรเนียน คอร์กี้ บางแก้ว หรือ แม้แต่ชิวาวาในบางตัว พวกเขาจะไม่โอนอ่อนต่อเจ้าของถ้าไม่สามารถทำให้พวกเขายอมรับได้ ซึ่งถ้าผู้เลี้ยงยิ่งตามใจ ตอแย พวกเขายิ่งได้ใจแสดงอำนาจเหนือ รอให้เราเดินตาม เดินหา เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง 
 
     ด้วยเหตุนี้เอง ผู้เลี้ยงควรสังเกตลักษณะนิสัยของน้องหมา ถ้าเห็นว่าพวกเขาเป็นพวกแสดงอำนาจเหนือ มั่นใจในตัวเองมาก ก็ต้องเริ่มจากการฝึกตัวเองให้เป็นที่ยอมรับของน้องหมาว่าเราเป็นเจ้าของ เป็นจ่าฝูง ต้องอยู่ใต้อำนาจเรา ซึ่งการพาไปออกกำลังกาย การฝึกวินัย และอดทนต่อความใจอ่อนชอบสปอยล์ จะช่วยให้น้องหมามั่นใจและยอมรับเรา 
 


5. ปรับตัวยาก ไม่รู้เวล่ำเวลา นาฬิกาชีวิตแปรปรวน

 
 
Dogilike.com :: ระวัง! 5 นิสัยสุดแย่ของน้องหมา ที่เกิดขึ้นได้ถ้าถูกสปอยล์

 
       น้องหมาทุกตัวมีนาฬิกาชีวิต พวกเขาจะรู้เวลาเป๊ะๆ ว่าถึงเวลาขับถ่าย เวลานอน เวลากินข้าว เวลาเจ้าของกลับบ้าน ซึ่งการรู้เวลาที่แน่ชัดช่วยให้ชีวิตของพวกเขามีแบบแผน รู้สึกปลอดภัย มั่นคง แต่ถ้าเกิดถูกเลี้ยงแบบสปอยด์มากเกินไป อยากจะกินเวลาไหนก็ได้กิน ขอเมื่อไหร่ก็ได้ เวลาพาไปออกกำลังกายไม่ชัดเจน น้องหมาไม่รู้หน้าที่ของตัวเอง ไม่รู้เวลา 

     ซึ่งแน่นอนค่ะว่า การปฏิบัติต่อน้องหมาอยย่างไม่สม่ำเสมอก็ทำให้นาฬิกาและหน้าที่ที่พวกเขารู้สึกว่าต้องทำต้องรับผิดชอบแปรปรวน พวกเขาจะเกิดความรู้สึกไม่มั่นคง กระวนกระวาย ใช้พลังงานไปกับการทำลายข้าวของ สร้างความเดือดร้อน ดังนั้นการมีตารางเวลาที่ชัดเจน รู้หน้าที่ของตนและของน้องหมาจะช่วยให้พวกเขามีความสุขมากขึ้น 
 
     
 
Dogilike.com :: ระวัง! 5 นิสัยสุดแย่ของน้องหมา ที่เกิดขึ้นได้ถ้าถูกสปอยล์

 
      น้องหมาไม่สามารถรู้ได้ว่า ขนมที่เราให้ตลอดเวลา ที่นอนดีๆ การตามใจมากๆ เข้ากรูมมิ่งขนอาบชะโลมน้ำหอมคือการมอบความรักให้แก่พวกเขา เพราะฉะนั้น ถ้าผู้เลี้ยงต้องการให้พวกเขาเข้าใจความรักที่เรามีให้อย่างแท้จริง....การยึดมั่นใน “วินัย” จะเป็นกุญแจสำคัญ ที่ทำให้น้องหมาเข้าถึงความรักของเรา และช่วยให้พวกเขาสุขภาพจิตดี พฤติกรรมที่ดีได้อย่างแน่นอน

ทำความเข้าใจ "ความรู้สึกน้องหมา" อย่างถูกต้อง

     
Dogilike.com :: ถึงเวลาทำความเข้าใจ ความรู้สึกน้องหมา อย่างถูกต้อง

 
     ในปัจจุบันสำหรับคนรักสุนัข น้องหมาไม่ได้เป็นเพียงแค่สัตว์เลี้ยงอีกต่อไป  หลายๆ ครอบครัวให้ความรักความสำคัญกับน้องหมามากถึงขั้นยกระดับให้กลายมาเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว และพร้อมที่จะหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเขา 
 
     ในหลายๆ ครั้งเรามักจะพบว่าผู้เลี้ยงน้องหมา มักจะมีอาการวิตกกังวลเกี่ยวกับความรู้สึกของน้องหมาที่มากจนเกินไป เช่น เวลากินอาหารอะไรก็มักจะแบ่งให้น้องหมากินด้วยเสมอ เพราะกลัวว่าถ้าไม่ให้กินน้องหมาจะงอน หรือเวลาน้องหมาทำอะไรผิดก็มักจะไม่กล้าดุเพราะกลัวน้องมาจะน้อยใจและไม่รัก ... ด้วยความรักที่มีให้น้องหมามาก(จนเกินไป) บวกกับการใช้แนวคิดจิตวิทยาแบบของคนไปตัดสิน และคิดแทนความรู้สึกของน้องหมา ทำให้ในหลายๆ ครั้ง เจ้าของอาจจะตีความหมายของพฤติกรรมและความรู้สึกของน้องหมาไปในทางที่ผิด

     การเข้าใจผิดคิดว่าน้องหมาคิด หรือรู้สึกเหมือนกับเรามักเกิดจากการคิดหรือตีความไปเองว่าน้องหมาเรามีนิสัยแบบนั้น แบบนี้ หรือคาดหวังไปต่างๆ นานาว่าถ้าเลี้ยงน้องหมาสักตัว เขาควรจะต้องเป็นน้องหมาที่มีพฤติกรรมแบบไหน พอเขาไม่เป็นอย่างที่คิดก็ผิดหวัง แล้วเมื่อแก้ปัญหาไม่ได้ก็ปล่อยปะละเลย หรือแก้ปัญหาด้วยการยกน้องหมาให้คนอื่นเลี้ยง ซึ่งแน่นอนว่าการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเช่นนี้ ย่อมส่งผลเสียต่อพฤติกรรมและความรู้สึกของน้องหมาอย่างแน่นอน 

 
Dogilike.com :: ถึงเวลาทำความเข้าใจ ความรู้สึกน้องหมา อย่างถูกต้อง

 
 
     ดังนั้นสิ่งที่เราควรจะทำก็คือ การสังเกต โดยการมองเขาเหมือนเป็นสัตว์ตัวหนึ่งที่เราไม่รู้จักแล้วเข้ามาอยู่ในบ้าน จึงต้องคอยสอดส่องพฤติกรรมที่เขาเป็น ไม่ตีความไปตามความคิด มุมมอง หรือประสบการณ์ของคน และนอกจากการสังเกตแล้ว เรายังต้องพยามศึกษาและทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่มาที่ไปของพฤติกรรมดังกล่าว รวมไปถึงเข้าใจความหมายของพฤติกรรมนั้นๆ ของน้องหมาด้วย 
 
     โดยในบทความนี้พริกจะมาช่วยไขข้อสงสัยเรื่องที่เราเข้าใจผิดๆ และที่ยังไม่เข้าใจดีเกี่ยวกับน้องหมาให้เพื่อนๆ ได้รู้ ทั้งเรื่องการทำความเข้าใจของภาษากาย และเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์ในรูปแบบต่างๆ ของน้องหมา ซึ่งเรามักคิดไปเองว่าเขารู้สึกอย่างนี้ น่าจะเป็นอย่างนั้น แล้วทำไมถึงมีพฤติกรรมแบบนั้นได้ โอ๊ย ปวดหัวไม่เข้าใจจริงๆ ... มาดูกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง ที่เราต้องปรับมุมมอง มองมุมใหม่ เพื่อเข้าใจความรู้สึกของน้องหมสุดรัก ^^
 

 

เข้าใจว่า ... การมองตาสำหรับน้องหมาไม่ใช่การเปิดหน้าต่างของหัวใจ

 

Dogilike.com :: ถึงเวลาทำความเข้าใจ ความรู้สึกน้องหมา อย่างถูกต้อง

 
     ตามปกติแล้วเวลาเราพบเจอใครก็จะรู้จัก หรือไม่รู้จัก ก็จะทักทายด้วยการมองตา ยิ้มให้เล็กน้อย แสดงถึงความจริงใจใช่ไหมคะ แล้วเวลาที่เราเจอน้องหมาไม่ว่าจะหน้าเก่า หน้าใหม่ น่ารัก หรือหน้าโหดก็จะใช้วิธีเดียวกัน ก็คือการจ้องลงไปในดวงตา มองเขาอย่างรักใคร ซึ่งเราก็มักจะคาดหวังว่าน้องหมาจะมีพฤติกรรมแสดงตอบกลับมาอย่างเป็นมิตร แต่ในความเป็นจริงแล้วบางครั้งน้องหมาอาจจะแสดงพฤติกรรมตอบกลับมาโดยการหลบสายตา หรืออาจจะเริ่มแยกเขี้ยว ขู่ใส่ ซึ่งเมื่อน้องหมามีพฤติกรรมแบบนี้เราก็จะรู้สึกว่า "เอ๊ะ! ทำไมน้องหมาไม่เป็นมิตรเลยนะ"

     แน่นอนค่ะว่าน้องหมาจะต้องแสดงอาการไม่เป็นมิตรใส่อยู่แล้ว เพราะแท้จริงแล้วในความหมายทางภาษากายของน้องหมา การมองตา หรือการสบตานั้น หมายถึงการ “ท้าทาย” ไม่ใช่“ทักทาย” อย่างที่เราเข้าใจค่ะ

     ถ้าเพื่อนๆ ลองสังเกตให้ดี เวลาที่น้องหมาสองตัวเจอกันแล้วแสดงอาการจ้องตานิ่ง มองหน้ากันไม่ขยับเขยื้อน เราจะเริ่มรู้สึกถึงความอึมครึม และเต็มไปด้วยอารมณ์ความขัดแย้ง แล้วสักพักก็จะมีเสียงขู่ เสียงข่ม ท้าทายให้เกิดการต่อสู้ ถ้าตัวไหนหลบตาก่อนแสดงว่ากำลังพ่ายแพ้ การที่เราจ้องตาน้องหมา แล้วน้องหมาหลบตาเรา เป็นการบอกผ่านภาษากายให้รู้ว่า เขากำลังรู้สึกหวาดหวั่น หวาดกลัว รู้สึกไม่มั่นคงและยอมแพ้ แต่ในทางกลับกันถ้าน้องหมาเริ่มส่งเสียงขู่ในคอ แสดงว่าเขาพร้อมที่จะเปิดศึกกับเราแล้วล่ะค่ะ 
 

Dogilike.com :: ถึงเวลาทำความเข้าใจ ความรู้สึกน้องหมา อย่างถูกต้อง

 
     สำหรับน้องหมาที่เราเลี้ยงเอง การที่ผู้เลี้ยงจ้องตาน้องหมาจะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยวัดความเป็นจ่าฝูงในตัวผู้เลี้ยง โดยสังเกตง่ายๆ ก็คือ ถ้าหากผู้เลี้ยงจ้องตาแล้วน้องหมามีอาการหลบสายตาหรือก้มต่ำ แสดงว่าผู้เลี้ยงมีอำนาจอยู่เหนือกว่าน้องหมา และเขายอมรับในอำนาจความเป็นจ่าฝูงของผู้เลี้ยง 
 
     ทั้งนี้ในการจ้องตาระหว่างผู้เลี้ยงกับน้องหมานั้น การที่น้องหมาไม่ทำร้ายเจ้าของนั้น เป็นเพราะว่าน้องหมาเองก็กำลังศึกษาภาษากายของผู้เลี้ยงด้วยว่าการมองตานั้นไม่ใช่การท้าทาย แต่เป็นการสื่อสารความรู้สึกในอีกรูปแบบหนึ่ง โดยการใช้วิธีการสื่อสารด้วยการต้องตาน้องหมานั้น ผู้เลี้ยงจะต้องรู้จักวิธีจ้องตาน้องหมาอย่างถูกต้องเพื่อไม่ทำให้น้องหมาอึดอัด การจ้องตาน้องหมาเพื่อเป็นการทักทายนั้น ทำได้โดยการเบียงหน้าไปด้านข้างเล็กน้อย หรือมองด้วยหางตา พยายามไม่มองเขาตรงๆ อย่างน้อยพวกเขาก็รู้สึกผ่อนคลาย ไม่เครียด หรือรู้สึกว่าถูกกดดันค่ะ


 

เข้าใจว่า.....การโน้มตัวเข้าหา สำหรับน้องหมาคือการจู่โจม


 
Dogilike.com :: ถึงเวลาทำความเข้าใจ ความรู้สึกน้องหมา อย่างถูกต้อง

 
     หลายคนอาจไม่เข้าใจว่าการโน้มตัวเข้าหาน้องหมาจะเป็นปัญหาได้อย่างไร เพราะเราค่อยๆ โน้มตัวลงไปเพื่อแสดงความรักให้น้องหมา ไม่ว่าจะกอด หรือจุ๊บ แต่สำหรับน้องหมาแล้วการโน้มตัวเข้าหา โดยเฉพาะจากตำแหน่งที่สูงกว่า แถมจ้องตาเขม็ง เป็นลักษณะที่ไม่น่าไว้ใจอย่างยิ่ง เพราะความหมายทางภาษากายของน้องหมา การโน้มตัวเข้าหา หรือการโผเข้าหา เป็นการสื่อสารว่า จะเข้าจู่โจม! เมื่อมีใครมาทำพฤติกรรมแบบนี้ใส่ พวกเขาจึงรู้สึกว่าถูกคุกคามและเมื่อน้องหมารู้สึกว่าถูกจู่โจม เขาก็จะผงะถอยหนี หรือไม่ก็กระโจนเข้าใส่ก่อนทันทันที เพื่อเป็นการป้องกันตัว 

     ดังนั้นถ้าเพื่อนๆ คนไหนกำลังคิดจะกระชับมิตรกับน้องหมาแปลกหน้าต้องเป็นน้องหมาที่เรามั่นใจว่าเขาจะไม่ทำอันตรายกับเรา  ควรนั่งลงให้ตัวเรา และสายตาอยู่ในระดับเดียวกับเขา แล้วจึงปล่อยน้องหมาเริ่มทำความรู้จักเราในแบบของเขา นั่นคือปล่อยให้เขาค่อยๆ เดินมาหา และดมกลิ่นทำความรู้จักคุ้นเคย ซึ่งวิธีนี้เป็นการแสดงถึงการเคารพในพื้นที่ส่วนตัวของเขา และเขาจะให้การเคารพต่อเราตอบแทนกลับมา ^^ 


 

เข้าใจว่า.....น้องหมาไม่ได้ใช้มือ (เหมือนเรา) เพื่อการทักทาย

 

Dogilike.com :: ถึงเวลาทำความเข้าใจ ความรู้สึกน้องหมา อย่างถูกต้อง

 
     ไม่ว่าจะวัฒนธรรมไหนๆ คนเราจะใช้มือเป็นการทักทาย และไม่ว่าจะหยิบ จะจับ เราก็จะใช้มือเป็นหลัก แม้กระทั่งเมื่อเราเจอน้องหมาที่น่ารัก น่าเอ็นดู ก็จะเอื้อมมือไปหาทันที จ้องมองตาน้องหมาด้วยความรัก พร้อมกับเสียงสูงปรี๊ด “อุ๊ย น้องหมาน่ารักจังเลยยย!” และแล้วก็ถูกงับที่มือแบบไม่ทันตั้งตัว.....อ้าวเป็นงั้นไป! 
 
     ทั้งนี้จากสถิติคนที่ถูกหมากัดส่วนใหญ่มักถูกกัดที่มือมากที่สุด ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า โดยธรรมชาติของคนแล้วเราใช้มือในการแสดงความรักและทักทายนั่นเอง แต่โดยธรรมชาติน้องหมา พวกเขาไม่ได้ใช้มือหรือขาหน้าในการทักทาย แต่ใช้จมูกและปากค่ะ ซึ่งการสื่อสารโดยใช้มือ หรือ ขาหน้า สำหรับน้องหมาเป็นการชวนเล่น ต่อสู้ หรือใช้ยืนขึ้นคร่อมเพื่อจะผสมพันธุ์เท่านั้นค่ะ  
 


Dogilike.com :: ถึงเวลาทำความเข้าใจ ความรู้สึกน้องหมา อย่างถูกต้อง

 
     นอกจากเรื่องของการสื่อสารแล้ว ตำแหน่งของมือมีส่วนที่ทำให้น้องหมาตกใจกลัว เนื่องจากเราตัวใหญ่กว่าเขา ยืนอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า พอโน้มตัวลงมา เอื้อมมือเข้าหา ทั้งตัวและมือของเราจะใหญ่มากๆ จึงทำให้เขาหวาดกลัว ไม่ไว้ใจ และเขาจะปกป้องตัวเองทันทีค่ะ ดังนั้นถ้าเพื่อนๆ อยากทำความรู้จักกับพวกเขาควรนั่งอยู่ในระดับเดียวกัน จะดีมากถ้านั่งข้างลำตัวน้องหมา ไม่ประจันหน้า ยื่นมือเข้าหาในตำแหน่งที่ต่ำกว่าสายตา หลีกเลี่ยงการจับที่บริเวณใต้อกใกล้กับท้อง บริเวณท้อง ขาหลัง หรือหางค่ะ เพราะเป็นตำแหน่งที่เขารู้สึกอ่อนไหวง่าย ส่วนตำแหน่งที่เหมาะสมในการจับเพื่อทำการทักทายทำความรู้จักกับน้องหมาก็คือ ตำแหน่งหัวไหล่ และหลังปลอดภัยที่สุดค่ะ


 

เข้าใจว่า.....ความเหงาส่งผลต่อจิตใจน้องหมาอย่างรุนแรง

 

Dogilike.com :: ถึงเวลาทำความเข้าใจ ความรู้สึกน้องหมา อย่างถูกต้อง

 
     น้องหมาเป็นสัตว์สังคม มีความผูกพันเหนียวแน่นกับฝูงของตัวเอง ไม่ว่าฝูงในความหมายของเขาจะเป็นสุนัขด้วยกัน หรือ จะเป็นคนหรือครอบครัวที่เขาอยู่อาศัยด้วยก็ตาม ถ้าเขายอมรับว่านี่คือฝูง หรือครอบครัวของเขา เขาก็จะผูกติด ผูกพันไปจนวันตาย ซึ่งความผูกพันที่หนาแน่นมากๆ นี้ทำให้เขาเศร้า เสียใจ หดหู่ง่าย เมื่อถูกทิ้งอยู่ตัวเดียวเป็นเวลานาน

     หลายคนมีความจำเป็นที่จะต้องทิ้งน้องหมาให้อยู่บ้านทั้งวัน เพราะต้องออกไปทำงานหรือทำธุระต่างๆ เมื่อกลับมาก็จะพบว่า บ้านอยู่ในสภาพเหมือนโจรปล้น โซฟาโดนกัด ฟูกขาดกระจุย มุ้งลวดขาดกระจาย.....พวกเขาจึงถูกโทษทุกวัน โดยไม่ได้รับความเข้าใจอย่างถูกต้องว่า ที่เขาทำแบบนั้นเพราะเขารู้สึกเหงา ซึ่งความเหงาของน้องหมา เป็นภาวะอารมณ์ที่รุนแรงมาก เพราะมันจะมาพร้อมกับวิตกกังวล กระวนกระวายใจ พวกเขาจะรู้สึกว่าถูกทิ้ง โดยไม่รู้ว่าตนทำผิดอะไร พลังงานในร่างกายแปรปรวนขาดสมดุล ก็เลยระบายความกังวล เรียกร้องความเห็นใจ โดยการกัดแทะข้าวของ และเพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่พอใจนะ ซึ่งอาการดังกล่าว เป็นลักษณะอาการเดียวกับเวลาที่เขาต้องถูกแยกจากแม่ และจากฝูงนั่นเอง

 
Dogilike.com :: ถึงเวลาทำความเข้าใจ ความรู้สึกน้องหมา อย่างถูกต้อง

 
     อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ เกี่ยวอารมณ์ความเหงาของน้องหมาจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัย UCLA ประเทศสหรัฐอเมริกาก็คือ อารมณ์และร่างกายของพวกเขามีความเชื่อมโยงต่อมาก ยากที่จะแยกออกจากกัน อีกทั้งความผูกพันที่มีต่อฝูง ที่ฝังรากลึกอยู่ในสมองซึ่งควบคุมระบบประสาท จึงส่งผลให้เวลาที่พวกเขาถูกทิ้งให้อยู่ลำพังจะรู้สึกกระวนกระวายใจ เพราะพวกเขาไม่ได้แค่รู้สึกเหงาเท่านั้น แต่ความเหงาส่งผลต่อความเจ็บปวดภายในร่างกายอีกด้วย ดังนั้นสิ่งที่จะช่วยพวกเขาได้ ก็คือการฝึกวินัย การพาไปออกกำลังกาย การฝึกให้พวกเขาเคยชินกับการอยู่คนเดียวค่ะ


 

เข้าใจว่า.....ความอิจฉาแบบหมาๆ แตกต่างจากคน


Dogilike.com :: ถึงเวลาทำความเข้าใจ ความรู้สึกน้องหมา อย่างถูกต้อง

 

     เวลาให้อาหารหรือขนมน้องหมาเพื่อนๆ คงเคยคิดหนักหรือกังวลบ้างว่าถ้าให้ตัวเล็กชิ้นเล็ก ตัวใหญ่ชิ้นใหญ่ เขาจะเข้าใจถึงความยุติธรรมหรือเปล่า เวลาแบ่งขนมถ้าให้ไม่เท่ากันเขาจะอิจฉากันไหม น้องหมาจะรู้สึกอิจฉาเป็นหรือเปล่า?
 
     เมื่อไม่นานมานี้มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเวียนนาใน ออสเตรีย ได้ทำการทดลองเกี่ยวกับความอิจฉาของน้องหมาพบว่า น้องหมาจะไม่เกิดการอิจฉาหากได้อาหารที่แตกต่างจากอีกตัว เพราะเขาสนใจแค่สิ่งที่เขาได้รับ แต่ถ้าให้ตัวอื่นแต่ไม่ให้เขา เขาจะเริ่มลังเล และหยุดการให้มือเพื่อแลกกับรางวัล พวกเขาจะไม่มีอาการเรียกร้องความยุติธรรม หรือทวงสิทธิ์เหมือนอย่างคน แต่จะนั่งนิ่ง หน้าหงอด้วยความรู้สึกเสียใจ

     อย่างที่บอกตั้งแต่ต้นว่า น้องหมาอยู่รวมกันเป็นฝูง มีพฤติกรรมหมู่ ดังนั้นถ้าตัวอื่นได้ แล้วเขาไม่ได้รับ ก็จะเกิดความรู้สึกว่าตัวเองทำผิดอะไร รู้สึกแปลกแยกจากฝูง เมื่อไม่ได้จึงไม่ได้ตอบโต้ด้วยความโมโห หรือก้าวร้าว น้องหมาจะรู้สึกว่า "...ฉันถูกปฏิเสธ มันเจ็บปวดเหลือเกิน" ถ้าเพื่อนๆ คนไหนที่ชอบแกล้งน้องหมาให้รอขนมเก้อ ทำท่าเหมือรจะให้ๆ แต่เอาไปให้ตัวอื่นเพื่อให้เขาโมโหเล่น  ต้องคอยเตือนตัวเองไว้นะคะว่า...เรากำลังทำร้ายความรู้สึกเขาอย่างแรง!


 

เข้าใจว่า.....การมีส่วนร่วมและร่วมแบ่งปันมีความสำคัญต่อน้องหมาสุดๆ
 

Dogilike.com :: ถึงเวลาทำความเข้าใจ ความรู้สึกน้องหมา อย่างถูกต้อง

 
     น้องหมาเป็นสัตว์ที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นฝูง สื่อสารกันด้วยพลังงานเชื่อมโยงเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน  ถ้าใครในฝูงเกิดความหวาดกลัวก็จะทำให้ตัวอื่นๆ ในฝูงรับรู้ความรู้สึกนั้นไปด้วย แม้กระทั่งการอยู่กับคน หากเรามีความสุข เขาก็จะสุขด้วย แต่ถ้าหากเรามีความทุกข์ เขาก็สามารถรับรู้และพร้อมจะอยู่เคียงข้าง ร่วมแบ่งปันความรู้สึกนั้นไปพร้อมกับเรา ซึ่งสิ่งที่เขาต้องการจากเราก็ไม่ต่างกันค่ะ พวกเขาต้องการมีพื้นที่ร่วมแชร์กับคนในครอบครัว อย่างเวลาเรานั่งดูโทรทัศน์กับคนในครอบครัว น้องหมาก็จะมาขอแทรกนั่งดูด้วย นั่นก็เพราะเขาอยากมีส่วนร่วมเพื่อแสดงว่าเป็นหนึ่งเดียวกับฝูง หรือคนในครอบครัวนั่นเอง แต่ถ้าทิ้งเขาเอาไว้โดดเดี่ยว ไม่ใส่ใจ เขาก็จะรู้สึกแปลกแยก ไม่มั่นใจในตัวเอง อารมณ์ไม่มั่นคง แล้วก่อให้เกิดปัญหาพฤติกรรมต่างๆ ในเวลาต่อมา 

     ดังนั้นการหาโอกาสให้พวกเขาทำกิจกรรมและออกกำลังกายร่วมกับครอบครัว ซึ่งจะทำให้พวกเขารู้สึกดีมีความสุข เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับผู้เลี้ยงมากๆ เพราะเขาจะรู้สึกมั่นคง ได้รับการยอมรับ มั่นใจในตัวเอง พลังงานสมดุล และอารมณ์ดีสุดๆ เลยล่ะค่ะ 
 
 
Dogilike.com :: ถึงเวลาทำความเข้าใจ ความรู้สึกน้องหมา อย่างถูกต้อง

 
     การเข้าใจโลกของน้องหมาซึ่งแตกต่างจากเรา เป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ สำหรับการสื่อสารกับน้องหมานะคะ ซึ่งเราไม่ควรจะมองข้าม เพราะหลายครั้งที่เรามักจะคิดและตัดสินใจพฤติกรรม ความรู้สึกของน้องหมา จากมุมของคน ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและเกิดปัญหาต่างๆ ขึ้นมามากมาย การทำความเข้าใจน้องหมาด้วยมุมมองของน้องหมาเองจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากๆ เพื่อให้เราได้อยู่ร่วมกับเขาอย่างเกื้อหนุน เข้าใจ ไว้ใจกันและกัน และไม่ทำร้ายเขาโดยไม่รู้เท่าทัน เพราะฉะนั้น ถ้าทำให้เขาผูกพันแล้วก็อย่าทำให้เขาเสียใจนะคะ ^^
 

ประโยชน์ด้านสุขภาพต่อมนุษย์








   การวิจัยแสดงให้เห็นว่าความใกล้ชิดของคนและสุนัขช่วยทำให้สุขภาพด้านร่างกายและจิตใจของ
มนุษย์ดีขึ้น ผู้ที่เลี้ยงสุนัขและแมว แสดงให้เห็นว่าพวกเค้าเหล่านี้มีสุขภาพกายและจิตดีกว่าผู้ที่ไม่เลี้ยงสัตว์เลี้ยง โดยที่พวกเค้าไปพบแพทย์น้อยกว่า และน้อยครั้งที่จะใช้ยาในการรักษา ในรายงานการสำรวจจากผู้ที่เริ่มเลี้ยงสัตว์เลี้ยงพบว่าปัญหาด้านสุขภาพนั้นได้บรรเทาลงหลังจากเลี้ยงสัตว์เลี้ยงมาได้หนึ่งเดือน และ ส่วนใหญ่จะพบในผู้ที่เลี้ยงสุนัข เพราะเจ้าของสุนัขมีการออกกำลังกาย และการเคลื่อนไหวร่างกายมากกว่าเจ้าของแมว และผู้ที่ไม่มีสัตว์เลี้ยง ผลดังกล่าวเป็นข้อยืนยันได้อย่างดีว่าการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะสุนัขบางทีอาจมีผลด้านบวกต่อสุขภาพและพฤติกรรมของมนุษย์ และเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่เป็นเส้นเลือดหัวใจอุดตันยังมีโอกาสรอดชีวิตมากกว่าหรือมีชีวิตอยู่นานกว่าผู้ที่ไม่ได้เลี้ยงสัตวเลี้ยง ประโยชน์ด้านสุขภาพนี้น่าจะเกิดจากการเล่นหรือมีปฏิสัมพันธ์กับสุนัขมากกว่าไม่ใช่เฉพาะผู้ที่เป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงเหล่านั้น ประโยชน์จากการได้เลี้ยงสุนัขยังส่งผลต่อการใช้ชีวิตในสังคมด้วย เช่น มีรายงานว่า ผู้พิการที่นั่งรถเข็นนั้น เมื่อมีสัตว์เลี้ยงอยู่ด้วยจะมีการปฏิสัมพันธ์กับคนแปลกหน้ามากกว่าขณะที่ไม่มีสัตว์เลี้ยงอยู่ด้วย


วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

7 เรื่องที่สุนัขต้องการบอกเรา


7 เรื่องที่สุนัขต้องการบอกเรา/ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ
        

     เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าสุนัขเป็นเพื่อนที่ดีของมนุษย์ จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ พบว่าสุนัขมีอารมณ์ความรู้สึกที่เหมือนกับมนุษย์ คือสุนัขมีแรงขับเคลื่อนจากสิ่งที่พื้นฐานเช่น อาหาร กิจกรรมต่างๆ และการมีความสัมพันธ์ร่วมกัน มีผู้กล่าวว่าเมื่อสุนัขอยู่กับเจ้าของ พฤติกรรมที่สุนัขแสดงออกจะมีความหมายว่าพวกมันมีความปรารถนาที่จะป้องกัน และมีสัญชาตญาณในเรื่องสุขภาพของเจ้าของรวมถึงรับรู้ความสุขและทุกข์ของเจ้าของด้วย  ลองอ่านบทความนี้ดูแล้วคุณจะรู้ว่าหากสุนัขพูดได้มันอยากพูดอะไรกับเจ้าของบ้าง
       
       1.ต้องการป้องกันเจ้าของจากภัยอันตรายต่างๆ 
       
       เราอาจรู้สึกว่าเราเป็นเจ้าของสุนัขแต่แท้จริงแล้วสุนัขเป็นเจ้าของเราด้วยเช่นเดียวกัน เมื่อสุนัขนั่งอยู่ที่เท้าเรานั่นแสดงถึงความเป็นเจ้าของ ถ้าก้นของมันนั่งทับอยู่บนเท้าของเรานั้นยิ่งแสดงให้เห็นว่ามันแสดงความเป็นเจ้าของเรา ไม่ใช่แสดงให้เห็นว่ามันต้องการใกล้ชิดกับเราเท่านั้น มันต้องการบอกว่า “นี่ของฉันนะ มีกลิ่นเหมือนฉัน และอย่าแหยมเข้ามาใกล้” เหตุผล 3 อย่างที่มันทำอย่างนั้นคือ มันรู้สึกปลอดภัยว่ามันคืิอส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา เพื่อป้องกันและเตือนสุนัขตัวอื่นว่าอย่าเข้ามาใกล้ สุนัขอาจเห่าใส่แขกที่มาเยี่ยมบ้าน สุนัขตัวอื่นๆ หรือวิ่งนำหน้าเชือกที่จูงในขณะที่เราพามันไปเดินเล่น เป็นเหมือนลูกเสือที่คอยนำทาง มันรู้สึกว่ามันเป็นสมาชิกคนหนึ่งในบ้านเรา
       
       2.มันเข้าใจว่าตอนนี้เจ้านายอารมณ์ไม่ดี 
       
       ไม่ว่าจะเป็นวันแห่งความเครียดที่ทำงาน หรือเรารู้สึกหงุดหงิดจากคนอื่น สุนัขสามารถรับรู้ได้ถึงความรู้สึกนั้นและมีความรู้สึกร่วมกับเราด้วย มันแทบอยากจะพูดว่าเมื่อนายเศร้ามันเศร้ามากกว่า เมื่อนายมีความสุขมันมีความสุขด้วย มันมีสัมผัสแห่งความรู้สึกร่วมกับนายมากกว่าสามีภรรยาของเราเสียอีก มันจะนั่งมองและศึกษาอากัปกิริยาของเรา ในทางกลับกันความสัมพันธ์นี้จะใช้กับสุนัขของเราได้ด้วย โดยเราสามารถทำให้มันสบายโดยการเกาคอ เกาท้องเกาหลังให้ ซึ่งจะทำให้มันมีความสุขมากทีเดียว
       
       3.ออกกำลังกายกับผมหน่อย 
       
       หากสุนัขนอนกลิ้งลงที่พื้น เคี้ยวเฟอร์นิเจอร์ หรือวิ่งเป็นวงกลมรอบๆ โต๊ะทานข้าว มันกำลังอยากบอกว่ามันอยากออกกำลังกาย เราจึงเห็นพฤติกรรมที่หลากหลายของสุนัขที่แสดงออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุนัขพันธุ์ไล่เนื้อ สุนัขพันธุ์ดัลเมเชียน ( Dalmatian) เป็นสุนัขที่ฝึกที่จะเป็นนักล่า ดังนั้น นายไม่ควรให้สุนัขที่วิ่งใน 8 ไมล์ต่อวัน มาอยู่ในอพาร์ตเมนต์เล็กๆ โดยไม่กัดกินเฟอร์นิเจอร์ หรือทำลายข้าวของ มันต้องการบอกว่า ผมเบื่อจังหาอะไรให้ผมทำหน่อย สุนัขควรได้รับการออกกำลังกายอย่างน้อย 45-60 นาทีต่อวัน และฝึกพฤติกรรมอย่างน้อย 15 นาทีต่อวัน เราอาจจะเล่นเกมก่อนการให้อาหาร เช่น เกมซ่อนหาให้หาว่าอาหารอยู่ไหน การออกกำลังกายและฝึกสมองสุนัขเป็นสิ่งสำคัญ
       
       4.ผมกลัวว่านายจะไม่กลับมา 
       
       เวลาเราออกจากบ้าน บางทีสุนัขเห่าเพื่ออยากบอกว่า อย่าลืมมันและกลับมาบ้านนะ หากเราเคยดูวิดีโอ เมื่อนายต้องจากสุนัขไป มันต้องเผชิญการอยู่ลำพังเหมือนเด็กที่หลงทางในศูนย์การค้า น่าสงสารมาก มันรู้สึกเหมือนคนอกหักและโดนทิ้ง บางครั้งมันอาจทำพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เช่น กัดประตูบ้าน ทำลายข้าวของ เมื่อเรากลับมาบ้านและพบว่าสุนัขท้องเสีย ฉี่ไม่เป็นที่เป็นทาง นั่นอาจหมายความว่าระดับคอติซอล หรืิอความเครียดมีสูง มันรู้สึกเหมือนโดนทิ้ง และไม่แน่ใจว่าเราจะกลับมา สิ่งที่ทำได้คือการฝึกสุนัขโดยการอาจจะใส่เสื้อเหมือนกำลังออกจากบ้าน เอากุญแจออกไปและออกไปนอกบ้านสัก 1 นาที และกลับเข้ามาใหม่ และเพิ่มเวลามาก ขึ้นเป็น 5 นาที ให้ความมั่นใจแก่มันมากขึ้นเรื่อยๆ
       
       5.มันรู้ว่าเราป่วย 
       
       เป็นการยากที่จะอธิบายแต่สุนัขสามารถรับรู้ถึงความเจ็บป่วยของเจ้านายได้ มันรู้ถึงความเจ็บป่วยในโรคที่รุนแรงเช่นมะเร็ง หรือโรคลมชักที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท เช่นเดียวกันมันสามารถรู้ถึงที่อยู่ของปลวก มอด มด ยาเสพติด และระเบิดว่าอยู่ทีไหน มันสามารถได้กลิ่นสารอย่างหนึ่งของผู้ป่วยโรคเบาหวานเมื่อภาวะน้ำตาลต่ำ เมื่อเจ้านายจะเริ่มเป็นลมชักมันสามารถบอกได้ และเตือนถึงอาการก่อนที่จะเกิดอันตรายขึ้น สุนัขบางพวกมีความรักและสงสารนายของมันมาก หรืออาจเรียกว่าเป็นสุนัขบำบัด สามารถแสดงความรัก สัมผัสได้ถึงอาการสัญญาณอันตรายที่จะเกิดขึ้นว่่านายบางคนต้องการให้มันนอนอยู่ด้วยใกล้ๆ หรือนายบางคนต้องการให้อยู่ห่างๆ น่าแปลกทีเดียวที่มันรู้ว่าควรจะอยู่ใกล้ๆ หรือไกลพอที่จะมาช่วยนายของมันทัน
       
       6.ช่วยดูแลผมหน่อยเมื่อผมไม่เป็นตัวของตัวเอง
       
       เป็นสิ่งที่สำคัญที่เมื่อสุนัขมีอาการผิดปกติไปจากเดิมอาจเป็นเพราะมันไม่สบาย น้ำหนักตัวลด ไม่ได้ออกกำลังกาย เหงาไม่สดชื่น เพราะเมื่อทราบสาเหตุแต่เนิ่นๆ จะช่วยได้ทันเวลา
       
       7.ลงโทษเมื่อผมทำผิด  
       
       เมื่อสุนัขทำผิดหรือมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต้องแก้ไขทันที และใช้น้ำเสียงที่หนักแน่น ไม่ใช่พูดอย่างนุ่มนวลแต่ต้องหนักแน่น สุนัขเรียนรู้จากน้ำเสียงและเมื่อแก้ไขทุกๆ ครั้ง และสม่ำเสมอมันจะไม่กลับไปทำสิ่งนั้นอีก
       
       สุนัขเป็นเพื่อนที่ดีของเรา เหมือนเป็นสมาชิกในครอบครัว แต่การฝึกสุนัขเป็นเรื่องจำเป็น เมื่อสุนัขมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เราต้องหาสาเหตุและช่วยเหลือ ในชีวิตจริงคนเราอาจมีสุนัขเป็นเพื่อนที่ดีและซื่อสัตย์มากกว่าคนก็เป็นได้

ความรู้สึก 10 ประการของสุนัข






          1. ชีวิตของฉันอย่างมากก็จะสิ้นสุดเพียงแค่ 10-15 ปีเท่านั้น การต้องแยกจากเธอไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ นับเป็นความปวดร้าวอย่างยิ่งของฉันจึงโปรดสังวรให้จงหนัก..ก่อนจะรับฉันเข้ามาในชีวิต 

          2. ให้เวลากับฉันสักหน่อยเพื่อทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่าเธอต้องการอะไรจากฉัน

          3. จงเชื่อมั่นในตัวฉันเพราะเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับความเป็นอยู่ของฉัน 

          4. อย่าโกรธฉันให้นานนัก และอย่าลงโทษฉันด้วยการกักขัง เธอมีทั้งหน้าที่การงาน ความบันเทิง และมิตรสหาย แต่ฉันนั้น.....มีเพียงเธอ 

          5. พูดกับฉันบ้างแม้ฉันจะไม่เข้าใจคำพูดแต่ฉันก็เข้าใจเธอได้จากน้ำเสียง

          6. พึงระลึกอยู่เสมอว่า...ไม่ว่าเธอจะปฏิบัติอย่างไรต่อฉัน  ฉันจะไม่มีวันลืมเธอเลย 

          7. โปรดอย่าทุบตีฉัน เพราะแม้ฉันจะทุบตีเธอกลับไม่ได้ แต่ฉันก็สามารถกัด หรือข่วนตะกุยเธอได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันไม่อยากกระทำเลย 

          8. ก่อนจะดุด่าฉันสำหรับท่าทีที่คล้ายไม่เชื่อฟัง ดื้อดึง เกียจคร้าน ขอจงได้ถามตัวเธอเองก่อนว่า เกิดสิ่งผิดปกติกับตัวฉัน หรือไม่บางทีอาจจะมาจากเรื่องของอาหารหรือถูกทิ้งไว้กลางแดดนานเกินไป...หรือหัวใจของฉันแก่ชราและอ่อนล้าเสียแล้ว 

          9. ดูแลฉันเมื่อยามแก่เฒ่าด้วย เพราะวันหนึ่งเธอก็ต้องเป็นเช่นนั้น

          10. อยู่กับฉันเมื่อช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตมาถึง ขออย่าได้พูดเป็นอันขาดว่า... ฉันทนดูไม่ได้  ขออย่าให้มันเกิดขึ้นต่อหน้าเลย เพราะเรื่องราวทั้งหมดจะง่ายขึ้นหาก ...เธออยู่ด้วย...

ภาษาของน้องหมา

แม้ว่าน้องหมาจะไม่สามารถพูดได้เหมือนกับเรานั้น แต่น้องหมาก็มีภาษาที่ใช้สื่อสารกับเราให้เข้าใจ ถ้าหากเราสนใจและสังเกตท่าทาง พฤติกรรมของเค้าดีๆ เราก็สามารถรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของเค้าได้ 
การแสดงความรู้สึก 


การที่สุนัขใช้จมูกแตะกัน เป็นท่าทางที่แสดง เมื่อสุนัขได้พบเพื่อนใหม่ เพื่อทดสอบว่าเค้าเป็นมิตรหรือศัตรู

ใบหูพับลู่ลงมา:  แสดงถึงความกลัว ความวิตกกังวล ความไม่แน่ใจ หรือความสงสัยข้องใจ หรืออาจมีอีกความหมาย คือเค้ากำลังอ้อน และทำตัวอ่อนน้อม


ใบหูของสุนัขตั้งชันขึ้น:  แสดงถึงความรู้สึกสนใจ ตั้งใจ คุณสังเกตได้จาก ใบหูของสุนัขทั้งสองข้างที่ตั้งชันขึ้น เพื่อคอยระวังตัว เตรียมตัว พร้อมที่จะปกป้องใบหูของสุนัขตั้งเหยียดตรงและหูเชิดขึ้น:แสดงถึงความสนใจที่มีมากขึ้นกว่าเดิม มีความสงสัย ข้องใจ หรืออยากรู้อยากเห็นใบหูของสุนัขห้อยแกว่งไปมา:แสดงถึงความมีอารมณ์ที่สุนทรี มีความสบายใจ อยากเล่น 

สุนัขที่ทำตาหรี่ :  สุนัขที่กำลังทำตาหรี่แปลความหมายได้สองอย่าง คือถ้าไม่ได้กำลังมีความสุข ก็แสดงว่ากำลังยอมแพ้


สุนัขที่ทำตาเบิกกว้างและลุกโพลง:  สุนัขที่ทำตาโตเบิกกว้างและลุกโพลงแสดงว่าสุนัขกำลังจะแสดงอาการก้าวร้าวหรือกำลังเริ่มโมโห เหมือนอย่างเช่นในฝูงสัตว์ป่า หัวหน้าฝูงแสดงอาการเช่นนี้เพื่อควบคุมและดูแลบรรดาลูกฝูงที่ไม่เชื่อฟัง โดยการจ้อง

การแสดงอาการผ่านหาง

หางยืดตรงเป็นแนวขนาน:  สุนัขมีความพอใจ<3

หางตั้งตรง:   สุนัขมีความสนใจ หรือตื่นเต้นมาก 

หางจุกตูดตกลงอยู่ระหว่างขาหลัง :  สุนัขมีอาการสงวนท่าที หรือความกลัว หรือยอมแพ้ 

หางตกลง ไม่เคลื่อนไหว: แสดงว่าสุนัขรู้สึกไม่ปลอดภัย 

สุนัขกระดิกหาง:   แสดงว่าสุนัขแดงความเป็นมิตร ตื่นเต้น เช่น หางยกสูงและแกว่างแปลว่าหมาดีใจ 

    นี่คือท่าทางพฤติกรรมส่วนหนึ่ง ที่แสดงว่าน้องสุนัขรู้สึกยังไง ทั้งนี้ การแสดงอาการอาจขึ้นอยู่กับ สายพันธุ์ ลักษณะนิสัย และการเลี้ยงดูของสุนัขแต่ละตัวด้วย หากเราเลี้ยงสุนัข ก็ควรใส่ใจและคอยดูแล ให้เค้าอยู่กับเราไปนานๆ และเพราะเค้าไม่สามารถพูดกับเราได้ เราจึงควรที่จะใส่ใจ และสังเกตพฤติกรรมเค้าอยู่เสมอจะได้รับรู้ถึงความรู้สึกของเค้าได้ เหมือนที่เค้าคอยใส่ใจ และอยู่เคียงข้างเราอยู่เสมอ<33